เสลดพังพอนตัวเมีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Clinacanthus nutans (Burm.f) Lindau.

ชื่ออื่น :  ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) พญาปล้องดำ (ลำปาง) พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) เสลดพังพอนตัวเมีย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มเลื้อย ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียว ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนาน กลีบดอกสีแดงส้ม โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ เสลดพังพอนมีชื่อพ้องกัน คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย แต่ต่างกันที่เสลดพังพอนตัวผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย เพื่อไม่ให้สับสนจึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า พญายอ และตำรายาไทยนิยมนำมาทำยา
ส่วนที่ใช้ : ส่วนทั้ง 5  ใบสด  ราก

สภาพแวดล้อม : เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่พบขึ้นตามป่าและปลูกกันตามบ้าน ขึ้นได้แทบทุกที่ ทั้งในที่ร่มรำไรหรือแดดจัด แต่เมื่ออยู่ในแดดรำไร่คุณภาพเมื่อเก็บเกี่ยวเป็นวัตถุดิบทำยาจะดีกว่า ใบจะใหญ่ สีเขียวเข้ม ถ้าอยู่กลางแดดใบจะเล็ก และงามแค่หน้าฝน ช่วงท้ายฝนถ้าไม่ได้น้ำใบจะร่วงหมด เสลดพังพอยตัวเมียที่อยู่ในแดดจัด เมื่อเก็บไปตากแห้งใบจะมีสีเหลืองไม่สวย

การขยายพันธุ์ : ใช้กิงปักชำ ให้เลือกกิ่งที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป ตัดกิ่งให้ยาวคืบเศษ มีตาติดอยู่ 2-3 ตา ลิดใบส่วนล่างออกเหลือใบส่วนบนไว้บ้างเพื่อช่วยในการเกิดราก ปักกิ่งชำในถุงเพาะชำให้ฝังดิน 1 ข้อ หรือลึกประมาณ 3 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม เมื่อกิ่งชำแตกรากและใบอ่อน อายุประมาณ 20-30 วัน ก็ย้ายปลูกได้

เหมาะ จะปลูกเป็นพืชแซมเพื่ออาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่หรือไม้ผล ปลูกในฤดูฝน ขุดหลุ่มปลูกกว้าง 10-15 ซม. ลึก 10 ซม. ระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 80 x 80 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกรองก้นหลุมแล้วย้ายกิ่งชำมาปลูกหรือจะตัดกิงมาปักลง ในหลุมเลยก็ได้

หลังจากย้ายปลูก ถ้าฝนไม่ขตก ควรหมั่งรดน้ำจนกว่ากิ่งชำจะตั้งตัวได้ หลังจากนั้นก็ดูแลอย่าให้ดินขาดความชื้นก็พอ เสลดพังพอนตัวเมียเป็นไม้กึ่งพาดกึ่งเลื้อย ไม่ถึงกับเลื้อยพัน แต่ค่อนข้างเกะกะ บ้างครั้งต้องใช้ไม้ปักช่วยพยุงลำต้น

เรื่องโรคแมลงแทบไม่จำเป็นต้องดูแล ส่วนการใส่ปุ๋ยในการปลูก ถ้าดินอุดมสมบรูณ์อยู่แล้ว ไม่ค่อยจำเป็น แต่หลังการเก็บเกี่ยวควรใส่ปุ๋ยคอกเพื่อช่วยให้แตกกิ่งใบเร็วขึ้น

เก็บเกี่ยว : เสลดพังพอนตัวเมีย ควรมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปจึงค่อยเก็บเกี่ยวจะได้น้ำหนักดี ถ้าใช้วิธีทะยอยเก็บใบไปเรื่อยๆ ก็ให้เก็บใบที่อยู่ใต้ยอดลงมาสัก 2 ปล้อง แต่ถ้าเก็บให้ได้ปริมาณมากและสะดวกรวดเร็ว ก็ให้ตัดเหนือโคนต้นประมาณ 10 ซม. แล้วมาลิดเอาใบ ถ้าใส่ปุ๋ยคอก ให้ใส่หลังเก็บเกี่ยวอีก 3-5 เดือน ก็เก็บได้อีก

สรรพคุณทางยา :

ส่วนทั้ง 5  –   ใช้ถอนพิษ โดยเฉพาะพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ลมพิษ แผลน้ำร้อนลวก

ใบ – นำมาสกัดทำทิงเจอร์และกรีเซอรีน ใช้รักษาแผลผิวหนังชนิดเริ่ม Herpes และรักษาแผลร้อนในในปาก Apthous ตับพิษร้อน แก้แผลน้ำร้อนลวก

ราก  – ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

รักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด
– ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่จนเกินไป)นำมาตำผสมกับเหล้าหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
– ใช้ใบเสลดพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสลดพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน
– ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

แก้แผลน้ำร้อนลวก
– ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง
– นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา ใช้พอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี

สารเคมี :
ราก  พบ Betulin, Lupeol, β-sitosterol
ใบ  พบ Flavonoids

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เสลดพังพอนตัวผู้

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Barleria lupulina Lindl

ชื่อท้องถิ่น : เสลดพังพอนตัวผู้ ,พิมเสนต้น, ชองระอา หรือทองระอา, อังกาบแดง, ลิ้นงูเห่า, ต้นเขี้ยวงู, ต้นสารพัดพิษ ภาษาจีน เรียก เช็กเชเกี่ยม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มสูง 1-1.2 เมตร มีหนามยาวที่ข้อ ๆ ละ 2 คู่ กิ่งสีน้ำตาลแดง ใบเดี่ยวออกตรงกันข้ามกัน รูปขอบขนาน กว้าง 1.8-2.5 ซม. ขอบเรียบ โคนและปลายใบค่อนข้างแหลม ก้านใบสั้น มีสีแดงตลอดไปจนเส้นกลางใบ เนื้อใบค่อนข้างแข็ง ผิวเรียบ ดอกช่อรูปทรงกระบอก ปลายเรียวแหลม ออกที่ปลายกิ่งเป็นช่อตั้งยาว 8 – 10 ซม. ประกอบด้วยใบประดับรูปกลมสีน้ำตาลแดงขนาดใหญ่หุ้มดอกย่อยแต่ละดอก กลีบดอกสีเหลือง – ส้ม โคนกลีบติดกัน ปลายแยกออกเป็นลักษณะสองปาก ผลเป็นฝักรูปไข่ปลายแหลม

การขยายพันธุ์  : ใช้ลำต้นปักชำ เลือกกิ่งที่แก่ ๆ ยาวกิ่งละประมาณ 1 – 2 คืบ ปักชำให้ออกราก แล้วย้ายลงปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือนกับพืชทั่ว ๆ ไป เป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่าย

สารเคมีและสารอาหารที่สำคัญ  : ในใบมีสารเคมีพวก iridoid ซึ่งจากการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่ามีฤทธิ์แก้อักเสบ

สรรพคุณทางยา :

ราก  –  แก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้ แก้เจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร ถอนพิษงู พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดฟัน

ใบ – ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้โรคเบาหวาน แก้ปวดแผล แผลจากของมีคมบาด แก้โรคฝีต่างๆ รักษาโรคคางทูม แก้โรคไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา แก้โรคงูสวัด รักษาโรคเริม ถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ รักษาโรคฝีดาษ แก้ฟกช้ำ แก้ช้ำบวมเนื่องจากถูกของแข็ง ถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร แก้ยุงกัด แก้พิษไฟลวกน้ำร้อนลวก แก้ปวดจากปลาดุกแทง

ส่วนทั้ง 5 – ใช้เหมือนเสลดพังพอนตัวเมีย และใช้แทนเสลดพังพอนตัวเมียได้ แต่ใบเสลดพังพอนตัวเมียมีรสจืด ใบเสลดพังพอนตัวผู้มีรสขมมาก และเสลดพังพอนตัวผู้มีฤทธิ์อ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย

ถอนพิษ แมลง – สัตว์ , เป็นฝี และแก้น้ำร้อนลวก : ใช้ใบ ประมาณ 1 กำมือ หรือ 10 – 15 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมกับเหล้าโรง พอกหรือทาบริเวณที่เป็น
ถอนพิษ ตะขาบ :ใช้รากฝนกับเหล้าทาบริเวณที่เป็น หรือใช้ใบผึ่งในที่ร่มจนแห้ง 9 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน บดตัวยาทั้งสองให้ละเอียดใส่ขวด แล้วเติมแอลกอฮอล์หรือเหล้าโรงพอท่วมยา ใช้ทาบริเวณที่เป็นจนหาย
แก้อาการปวดหัว :ใช้ดอกเสลดพังพอนมาต้มกับน้ำสะอาด ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา ให้กินบ่อย ๆ จนไม่มีอาการ
แก้ร้อนใน :ใช้ใบตากแห้ง นำมาต้มกับน้ำสะอาด ใส่น้ำตาลเล็กน้อย
ดื่มบ่อย ๆ
แก้ปวดฟัน :ใช้ใบเคี้ยวกินบ่อย ๆ
แก้ผดผื่นคัน :ใช้ดอกสด ที่ยังบานไม่เต็มที่ 9-10 ดอก ต้มกับน้ำสะอาดดื่ม

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ :
1. ฤทธิ์ลดการอักเสบ ได้มีผู้สกัดสาร irridoid 4 ชนิด จากเสลดพังพอนตัวผู้ เมื่อทดสอบสารทั้ง 4 ชนิด พบว่าสามารถลดการอักเสบ ได้แก่

  • Shanshiside methyl ester
  • 8-0-acetylshanzhiside methyl ester
  • 6-0-acetylshanzhiside methyl ester
  • 6,8-0,0-diacetylshanzhiside methyl ester

2. ฤทธิ์ลดปวด สารสกัดคลอโรฟอร์มจากส่วนเหนือดิน ขนาด 125-500 มก./กก. ลดอาการปวดในหนูถีบจักร เมื่อใช้การทดสอบด้วย acetic acid หรือฟอร์มาลิน แต่ใช้ความร้อนไม่ได้ผล
3. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อให้หนูถีบจักรกินสารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดิน หรือฉีดเข้าช่องท้อง ความเข้มข้นของสารสกัดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 4.5 และ 3.7 ก./กก. ตามลำดับ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ยอ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Morinda  citrifolia   L.

ชื่ออื่น :   ยอบ้าน,  มะตาเสือ (ภาคเหนือ)  ยอ ยอบ้าน (ภาคกลาง)  แยใหญ่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ยอบ้านเป็นไม้ต้นขนาดเล็กที่มีลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 3 – 8  ม.  ไม่ผลัดใบ  เปลือกเรียบ  กิ่งอ่อน  มักเป็นสี่เหลี่ยม

ใบ   ใบเดี่ยว  ใบรูปรีกว้าง ๆ ติดแบบตรงกันข้าม โคนใบและปลายใบแหลม ขนาดกว้าง    6-17 ซม. ยาว 15-30 ซม. เนื้อใบสีเขียวเป็นมัน หูใบอยู่ระหว่างโคนก้านใบ มีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ กัน

ดอก   ออกเป็นช่อกลมเดี่ยวๆ  ที่ซอกใบ  เป็นดอกสมบูรณ์เพศ  ก้านช่อยาว 3-4 ซม.

ผล  ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม หรือรูปทรงกระบอกมน และมีตารอบผลสีเขียว ผลมีขนาด 3-10 ซม. ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มจำนวนมาก  ผลสุกสีขาวนวล  มีกลิ่นฉุน  ผลออกช่วงฤดูหนาว

การขยายพันธุ์ : การเพาะเมล็ด คัดเลือกผลที่สมบูรณ์ที่สุกแก่เต็มที่ คัดแยกเมล็ดออกจากเนื้อผลล้างน้ำให้สะอาดจนหมดเมือก ผึ่งลมจนแห้ง แช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เพื่อทำลายระยะพักตัว นาน 10-20 นาที นำออกผึ่งให้แห้งอีกครั้ง เพาะเมล็ดลงในถุงเพาะชำที่บรรจุดินร่วนสะอาด หรือบรรจุขี้เถ้าแกลบ รดน้ำพอชุ่ม ใช้เวลา 1 สัปดาห์ เมล็ดจะเริ่มงอก อายุ 6-8 เดือน นำลงปลูกในแปลงปลูกได้ ต้นยอต้องการร่มรำไร คือต้องการแสงเพียง 50-80 เปอร์เซ็นต์ ขุดหลุมกว้างและลึก 30 เซนติเมตร ผสมดินกับปุ๋ยคอกเก่า ปลูกต้นกล้าที่นำออกจากถุงเพาะ ระวังอย่าให้รากขาด กลบดินพอแน่นรดน้ำให้ชุ่ม ดูแลอย่าให้ขาดน้ำ เมื่ออายุครบ 8-12 เดือน จะเริ่มให้ผลตามต้องการ

ประโยชน์ทางอาหาร : ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาลใบอ่อนและห่ามของยอใช้เป็นผักได้ใบอ่อนออกทุกฤดูกาลผลยอออกในช่วงฤดูหนาว การปรุงอาหารคนไทยทุกภาครับประทานใบยอเป็นผักใบอ่อนลวกหรือต้มให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มกับ น้ำพริกนอกจากนี้ใบอ่อนยังนิยมปรุงเป็นแกงเผ็ดแก่งอ่อมร่วมกับหมูปลาไก่ใช้เป็นผักรองก้นกระทงห่อ หมกปลาห่อหมกหมูห่อหมกไก่ได้สำหรับผลห่ามหรือผลแก่จัดสีเขียวชาวอิสานนำมาปรุงเป็นส้มตำโดย ใส่ผลยอแทนมะละกอ

สรรพคุณทางยา :

ราก : ใช้เป็นยาระบาย ซึ่งในบันทึกตามประวัติการใช้งานของยอพบว่า ชาวอินเดียใช้รากของยอในการเป็นยาถ่ายโดยพบองค์ประกอบทางเคมีและกลุ่มสาร สำคัญคือ แอนทราควิโนน (Anthraquinones) ซึ่งเป็นสารสีได้แก่ มอรินโดน (Morindone) มอรีโนน (Morenone) นอร์แดมนาเซ็นทาล (Nordamnacenthal) รูเบียดิน (Rubiadin) และอนุพันธ์ (Rubiadin 1 – methylether) ในเปลือกของรากมีสารสีคือ มอรินดิน (Morindin)

ใบ : ใช้ แก้ท้องร่วง แก้ไข้ แก้จุกเสียด ชาวฟิลิปปินส์ ใช้ใบสดรักษาแผลเปื่อย ข้ออักเสบในขณะที่ชาวอินเดียใช้เป็นยาสมานแผล และรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง โดยที่ชาวมาเลเซียใช้ใบปิ้งไฟให้ร้อนวางบนอกหรือท้อง เพื่อลดอาการไอ ตับโต คลื่นไส้และเป็นไข้ และในสมัยโบราณของไทยเองยังใช้ใบยอแก้อาการท้องร่วง แก้ปวดตามข้อของนิ้วมือ นิ้วเท้า โดยมีองค์ประกอบด้วย สารแอสเพอรูโลไซด์ (Asperuloside) เบต้า – ซิโตสเตอรอล (ß – sitosterol) กรดอัวโซลิค (ursolic acid) เบต้า – คาโรทีน (ß – carotene) โปรตีน นอกจากนี้ในใบยอยังมีแคลเซียมมากถึง 469 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม

ผล : แก้อาเจียน ขับลม บำรุงธาตุ โดยใช้ผลยอที่ไม่สุกหรือดิบเกินไป หั่นปิ้งไฟพอเหลืองกรอง ต้มเอาน้ำเป็นกระสาย ใช้ร่วมกับยาแก้คลื่นไส้อาเจียนที่ไม่รุนแรง หรือนำผลดิบหรือผลห่ามสดประมาณ 2 กำมือ ฝานเป็นชิ้นบางๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อนๆ ให้เหลืองกรอบต้มหรือชงน้ำดื่ม เอาน้ำที่ได้จิบทีละน้อยและบ่อยครั้ง ชาวฟิลิปปินส์ ใช้ผลเป็นยาขับระดู  ผลดิบมีคุณสมบัติในการรักษาโรคเหงือก น้ำคั้นจากผลบรรเทาอาการเจ็บคอ ทั้งนี้ผลของต้นยอประกอบด้วยกลุ่มสารสำคัญคือ กลุ่มโมโนเทอร์ปีน (monoterpenes) ได้แก่ แอสเพอรูโลไซด์ (asperuloside) นอกจากนี้ยังมีเบต้า – คาโรทีน (ß – carotene) และนอกจากนี้ในผลสุกยังมีสารหอมระเหย ซึ่งส่วนมากเป็นกรดคาร์บอกซีลีก (carboxylic acid) ได้แก่ กรดอ๊อคทาโนอิก (octanoic acid) กรดเฮกชาโนอิก (hexanoic acid) กรดเดคาโนอิก (decanoic acid) เป็นต้น

เมล็ด : ใช้เป็นยาระบาย โดยในเมล็ดของยอนั้นจะมีน้ำมันประกอบด้วยกรดซิโนเลอิด (ricinoleic acid)

เปลือก : ชาวอินเดียวใช้เปลือกของต้นยอนำมาต้มดื่มเป็นยาฝาดสมาน ชาวมาเลเซียใช้ต้มดื่มแก้ไข้จับสั่น ประกอบด้วยกลุ่มสารสำคัญคือ สารกลุ่มควินอยด์ (quinolds) ได้แก่ อะลิซาริน (alizarin) กรดรูเบอรีทริค (ruberythric acid) และรูเบียดิน (rubiadin) การใช้ยอตามสรรพคุณยาไทย แก้คลื่นไส้อาเจียน เป็นสรรพคุณของลูกยอที่รู้จักกันมากที่สุด และสามารถใช้ได้โดยไม่มีพิษภัยอะไร
คุณ ประโยชน์มากมายตั้งแต่รากจนถึงผลสุก ไม่เพียงแต่จะนำมาประกอบอาหารเท่านั้นยังสามารถนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรที่ช่วย บรรเทาโรคบางอย่างได้

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เพกา

 

ชื่อท้องถิ่น  : ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ ดุแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เบโด (มาเลเซีย-นราธิวาส) มิลิดไม้ มะลิ้นไม้ (เหนือ) ลิ้นฟ้า (เลย)

ชื่อวิทยาศาสตร์  : Oroxylum indicum(L.) Kurz

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านน้อย

เปลือก เรียบสีเทาบางทีแตกเป็นรอยตื้นๆ เล็กน้อย

ใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้นปลายคี่ ใบย่อยเรียงตัวตรงข้าม เส้นใบแบบตาข่าย โดยสีของผิวใบด้านบนเข้มกว่าผิวใบด้านล่าง

ดอก ดอกช่อแบบกระจะ ก้านช่อดอกยาว สมบูรณ์เพศ สมมาตรด้านข้างกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยติดคงทนจนเป็นผล กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ปลายกลีบแยกเป็นรูปปากเปิด ส่วนที่อยู่บนมี 2 กลีบ เนื้อกลีบพับย่น สีแดงเลือดหมู เกสรเพศผู้มี 5 อัน โดยมี 1 อันเป็นหมันซึ่งก้านชูอับเรณูจะสั้น ส่วนอีก 4 อัน เป็นแบบ 2 คู่ยาวไม่เท่ากัน ติดบนหลอดกลีบดอกด้านใน อับเรณูติดกับก้านชูอับเรณูแบบถ่าง เกสรเพศเมียมี 1 อัน รังไข่เหนือวงกลีบ กานเรียงพลาเซนตาเป็นแบบพลาเซนตารอบแกนร่วม

ผล เป็นฝักแบนขนาดใหญ่ รูปดาบ ปลายฝักแหลม ตรงกลางขอบมีรอยโป่งเล็กน้อย คล้ายฝักหางนกยูงฝรั่ง มักออกห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด เมื่อฝักแก่ รอบข้างของฝักจะปริแตก ปล่อยเมล็ดที่อยู่ข้างในฝักจำนวนมากมาย ล่องลอยไปตามลม

เมล็ด ลักษณะแบนสีน้ำตาลอ่อน ทั้งสองด้านมีเยื่อบางใส สีขาว โปร่งแสงคล้ายปีก ช่วยให้ล่องลอยไปตามกระแสลมได้ไกลๆ เกิดการแพร่พันธุ์ไปทั่วทุกบริเวณโดยรอบ

การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ดให้ต้นกล้าสูง 30-50 ซม. แล้วเตรียมหลุมกว้างและลึก 50-75 ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน ใส่ปุ๋ยคอกกรองก้นหลุม นำต้นกล้าลงปลูก กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ควรปลูกในฤดูฝน

ส่วนที่รับประทานเป็นผัก :

ยอดและดอกอ่อน สีเหลืองอ่อนเกสรแดงนั้น มีรสขมอ่อนๆ คล้ายใบยอ นำมาลวก ต้ม หรือเคี่ยวหัวกะทิข้นๆ ราดไปบนยอดดอกอ่อน ใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก หรือนำมาผัดใส่กุ้งก็อร่อย นำมายำใส่กระเทียมเจียวก็มีรสชาติเยี่ยม

ฝักอ่อน เลือกเอาฝักที่เขียว ๆ อายุไม่เกิน 1 เดือน ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สังเกตได้จากฝักอ่อนกำลังน่ากินต้องใช้เล็บมือจิกลงไปได้ จิ้มกินกับน้ำพริก นิยมนำฝักอ่อนที่ได้มาเผาไฟแรงๆ จนเปลือกพองไหม้ทั่ว ขูดลอกเอาส่วนดำที่ผิวออกให้หมด จะได้ส่วนในที่มีกลิ่นหอม หั่นเป็นชิ้นตามขวางหนาพอประมาณ สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งนำมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก เป็นเครื่องเคียงลาบ ก้อย ใช้ทอดกินกับไข่ ใส่แกง คั่ว ยำ ผัดกับหมูต่างผักอื่น หรือทำแกงอ่อมปลาดุกใส่ฝักเพกาแทนใบยอก็อร่อย จนทำให้ลืมอาหารรสเด็ดอื่นที่เคยลิ้มลองได้สนิท

คุณค่าทางโภชนาการ :

ในยอดอ่อน 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มิลลิกรัมและวิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม นอกนั้นเป็นเถ้าและน้ำ

ฝักอ่อนเพกา100 กรัม มีวิตามินซีสูงมาก ถึง484 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8.3 กรัม มีประโยชน์ช่วยป้องกันมิให้เซลล์ร่างกายแก่เร็วเกินไป ปกป้องอนุมูลอิสระมิให้เกิดขึ้นในร่างกาย อันเป็นผลทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งได้ หากรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินอีสูงๆ เช่น รำข้าวในข้าวกล้อง ช่วยเสริมฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย
สรรพคุณทางยา : ตามตำรายาไทย พบว่ามีการใช้เพกาตั้งแต่เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ และเมล็ด จัดเป็น “เพกาทั้ง 5″ใช้รากเป็นยาบำรุงธาตุ แก้บิด ท้องร่วง เมล็ดเป็นยาระบาย

เปลือกต้น มีรสฝาด เย็น ขมเล็กน้อย มีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมาน ขับลมในลำไส้ แก้โรคบิด ท้องร่วง บำรุงโลหิต ขับน้ำเหลืองเสีย บางแห่ง ผู้เฒ่าผู้แก่จะเอาเปลือกต้นมาต้มน้ำให้แม่ลูกอ่อนดื่ม ช่วยขับน้ำคาวปลา ให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ดับพิษโลหิต และบำรุงโลหิต การใช้รักษาฝี – นำเปลือกต้นฝนทารอบๆบริเวณฝี ช่วยลดความปวดฝีได้ การใช้รักษาอาการบวม ฟกช้ำ อักเสบ – นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาลดอาการบวม ฟกช้ำ อักเสบ

ราก มีรสฝาดขมเล็กน้อย ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เรียกน้ำย่อย เจริญอาหาร รักษาโรคท้องร่วง บิด หากนำมาฝนกับน้ำปูนใสทาแผลที่อักเสบ ฟกช้ำ บวม จะช่วยให้หายไปในระยะเวลาอันสั้น

ฝักอ่อน นิยมรับประทานเป็นผัก ช่วยบำรุงธาตุ ขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ

ใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดท้อง ขับลม บรรเทาอาการปวดไข้ และยังช่วยให้เจริญอาหาร

เมล็ด สามารถใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ

ยาพอกแก้โรคฝี เอา เปลือกเพกา ฝนกับน้ำสะอาด ผสมกับเมล็ดต้อยติ่ง ทาหรือพอก ดับพิษฝีได้ดีนักแล
แก้โรคงูสวัด ใช้รากต้นหมูหมุน ( พืชตระกูลสาวน้อยปะแป้ง) เปลือกคูณ เปลือกต้นเพกา ฝนใส่น้ำทา หายเร็วดีนัก
ยาพอกแก้โรคฝี เอาเมล็ดต้อยติ่ง ผสมกับน้ำเปลือกเพกา ฝนทา หรือพอกดับพิษฝีได้ดีนักแล
ยาแก้พิษหมาบ้ากัด เอาใบกระทุ้งหมาบ้า ลนไฟปิดปากแผล หรือเอาเปลือกเพกา ตำพอกแผลนั้นก็ได้
ยาแก้ลูกอัณฑะลง ( ไส้เลื่อน) ใช้รากเขยตาย เปลือกเพกา หญ้าตีนนก ทั้งหมดตำให้ละเอียด ละลายน้ำข้าวเช็ด ใช้ขนไก่ชุบพาด ทาลูกอัณฑะ ทาขึ้น ( อย่าทาลง)
ยาแก้เบาหวาน ใช้ใบไข่เน่า เปลือกต้นไข่เน่า ใบเลี่ยน รากหญ้าคา บอระเพ็ด แก่นลั่นทม เปลือกเพกา รวม 7 อย่าง หนักอย่างละ 2 บาท มาต้มรับประทานครั้งละ 1 แก้วกาแฟ ก่อนอาหาร เช้า – เย็น

สรรพคุณทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ :

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า สารสกัดฟลาโวนอยด์ที่ได้จากเปลือกต้นเพกา มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ การแพ้ (anti-inflammatory and anti-allergic) ทั้งมีฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบของหนูตะเภาในหลอดทดลอง สารลาพาคอล(lapacol) ที่สกัดได้จากรากเพกา มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์5-ไลพอกซีจีเนส (5-lipoxygenase) ที่ทำให้เกิดการอักเสบ นอกจากนี้การรับประทานฝักเพกาหรือยอดอ่อนยังสามารถช่วยลดคอเรสเตอรอลในกระแสเลือดได้ ในงานสาธารณสุขมูลฐาน เมล็ดเพกาเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่กำหนดเพื่อใช้บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ โดยนำเมล็ดแก่ ประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5-3.0 กรัม) ใส่ในหม้อ เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อนๆ พอเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง จนอาการไอดีขึ้น

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ไพล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber cassumunar Roxb.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในมีสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะแทงหน่อหรือลำต้นเทียม ขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคน ใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 18-35 เซนติเมตร ดอกช่อแทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้ง รูปกลม

การขยายพันธุ์ : โดยใช้เหง้า ซึ่งจะปลูกได้ดีในดินเหนียวปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า  ควรเป็นดินเหนียวปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง มีการระบายน้ำดีหลีกเลี่ยงดินลูกรัง และพื้นที่น้ำขัง ปลูกได้ทั้งที่แจ้งและร่มรำไร

การคัดเลือกพันธุ์ ต้องเป็นหัวพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี มีตาสมบูรณ์ไม่มีโรคแมลงเข้าทำลาย  แบ่งหัวพันธุ์ ให้มีน้ำหนัก 100-200 กรัม มีตา 3-5 ตา ชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันเชื้อราก่อนปลูก

การปลูก :
– ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว 50 x 50 เซนติเมตร
– ขุดหลุมขนาด กว้างx ยาวx ลึกx 15x 15 x 15 เซนติเมตร
– นำเหง้าพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก กลบดินให้มิดหนา 2-3 เซนติเมตร
– คลุมด้วยฟาง หรือใบหญ้าตากแห้งหนาประมาณ 2 นิ้ว
– รดน้ำทันที

การดูแลรักษา :
– ปีแรก กำจัดวัชพืช 2 ครั้ง
– ปีที่สอง กำจัดวัชพืช 1 ครั้ง เนื่องจากไพลจะคลุมพื้นที่ระหว่างต้นและแถวจนเต็ม
– ปีที่สาม ไม่ต้องกำจัดวัชพืชและปล่อยให้แห้งตายไปพร้อมกับไพลที่ฟุบ
– รดน้ำบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
– ไม่ต้องใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อว่าจะมีผลต่อคุณภาพน้ำมันไพล
– ไม่มีโรคแมลงรบกวน เนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แมลงไม่ชอบ
– ห้ามฉีดสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เพราะจะมีพิษตกค้างในน้ำมันไพล

การเก็บเกี่ยว :
– หัวไพลที่จะนำมาสกัดน้ำมันต้องมีอาย 2- 3 ปี
– เก็บหัวไพลช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะสังเกตเห็นต้นไพลแห้งและฟุบลงกับพื้น ให้ขุดหัวไพลขึ้นมาจากดินต้องระวังไม่ให้เหง้าไพลแตกหัก
– ห้ามเก็บหัวไพลขณะที่เริ่มแตกหน่อใหม่ เพราะจะทำให้ได้น้ำมันไพลที่ปริมาณและคุณภาพต่ำ
– เขย่าดินออก ตัดรากแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง
– บรรจุกระสอบเก็บผลผลิต พร้อมที่จะนำไปสกัดน้ำมันไพล

อัตราส่วนสกัดน้ำมันหอมระเหย
– ผลผลิตสด : น้ำมันหอมระเหย = 1 ตัน : 8-10 ลิตร

วิธีเตรียมและการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
บดไพลแห้งให้ละเอียด แล้วละลายในแอลกอฮอล์ในอัตราส่วนร้อยละ 15 โดยน้ำหนักแล้วนำไปฉีดพ่น สรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา สาเหตุโรคพืช

สรรพคุณทางยา :

เหง้า
–  เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
– แก้บิด ท้องเดิน ขับประจำเดือนสตรี ทาแก้ฟกบวม แก้ผื่นคัน
– เป็นยารักษาหืด
– เป็นยากันเล็บถอด
– ใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอด

น้ำคั้นจากเหง้า –  รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกบวม แพลงช้ำเมื่อย

หัว – ช่วยขับระดู ประจำเดือนสตรี เลือดร้าย แก้มุตกิตระดูขาว แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน

ดอก – ขับโลหิตกระจายเลือดเสีย

ต้น – แก้ธาตุพิการ แก้อุจาระพิการ

ใบ – แก้ไข้ ปวดเมื่อย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้เมื่อย

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

1. แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม
ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่ม

2.รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง
ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ด ขัด ยอก   ใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด

3.แก้บิด ท้องเสีย
ใช้เหง้าไพลสด 4-5 แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน

4. เป็นยารักษาหืด
ใช้เหง้าไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น

5.เป็นยาแก้เล็บถอด
ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง

6.ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น และเป็นยาช่วยสมานแผลด้วย
ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมี่น้ำมันหอมระเหย

สารเคมี :  Alflabene : 3,4 – dimethoxy benzaldehyde, curcumin, beta-sitosterol, Volatile Oils

โพสท์ใน สมุนไพร | ใส่ความเห็น

ฟ้าทะลายโจร

ชื่อวิทยาศาสตร์  :  Andrographis paniculata (Burm. F)  Wall. ex Nees
ชื่ออื่น : ฟ้าทะลาย , น้ำลายพังพอน, หญ้ากันงู, สามสิบดี, คีปังฮี, ซีปังกี, ชวนซินเหลียน, ชวงซิมไน้, Creat, Green chireta,Kalmegh, King of bitters, Kirayat

การขยายพันธุ์ : ทำได้หลายวิธีได้แก่
1. แบบหว่าน สิ้นเปลืองเมล็ด ให้ผลผลิตน้อย
2. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว ประมาณ 50-100 เมล็ด ต่อ ความยาวร่อง 1 เมตร
3. แบบหยอดหลุม ระยะระหว่างต้น 20-30 ซม. ระหว่างแถว 40 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 5-10 เมล็ด
4. ปลูกโดยใช้กล้า ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการปลูกโดย 3 วิธีแรก

การเก็บเกี่ยว : ช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50 % เพื่อให้มีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : การทำความสะอาด นำฟ้าทะลายโจรมาล้างน้ำให้สะอาดตัดให้มีความยาว 3-5 ซม. ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาเกลี่ยบนกระด้งหรือถาดที่สะอาด การทำให้แห้ง อบที่อุณหภูมิ 50 C. ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปใช้อุณหภูมิ 40-50 C. อบจนแห้งสนิท หรือตากแดดจนแห้งสนิท ควรคลุมภาชนะด้วยผ้าขาวบาง

สารสำคัญ : ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydroandrographolide) วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีควรมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่ต่ำกว่า 6 % ไม่ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นาน ๆ เพราะปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณ 25 % เมื่อเก็บไว้ 1 ปี

สรรพคุณทางยา : ประสิทธิผลในการรักษาโรคจากรายงานการวิจัยทางคลินิก
1. รักษาอาการไข้เจ็บคอ (Pharyngotonsillitis) ผู้ป่วยที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัม/วัน หรือพาราเซทตามอล 3 กรัม / วัน หายจากไข้ และอาการเจ็บคอได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม / วัน อย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 3 หลังรักษา แต่ผลการรักษาไม่มีความแตกต่างกันในวันที่ 7

2. การรักษาโรคอุจจาระร่วงและบิดแบคทีเรีย (Bacilliary dysentery) ผู้ป่วยที่ได้รับฟ้าทะลายโจรทั้งขนาด 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง และขนาด 1 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง เทียบกับยาเตตร้าซัยคลิน พบว่าสามารถสามารถลดจำนวนอุจจาระร่วง (ทั้งความถี่และปริมาณ) และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ทดแทนในการรักษาโรคอุจจาระและบิดแบคทีเรียได้อย่างน่าพอใจ ลดการสูญเสียน้ำได้มากกว่ากลุ่มที่ได้ยเตตร้าชัยคลิน

3. การศึกษาประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด (Common cold)  ผลการทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่ควบคุมให้มีปริมาณของแอนโดกราโฟไลด์ และดีออกซีแอนโดรกราไฟไลด์รวมกันไม่น้อยกว่า 5 มิลลิกรัม /เม็ด ครั้งละ 4 เม็ด วันละ 3 เวลา ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด พบว่า วันที่ 2 หลังได้รับยา ความรุนแรงของอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจรน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญและในวันที่ 4 หลังได้รับยา ความรุนแรงของทุกอาการได้แก่ อาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับ เจ็บคอ ในกลุ่มที่ได้รับยาฟ้าทะลายโจร น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้ฟ้าทะลายโจรสำหรับแก้เจ็บคอในกรณีต่าง ๆ ต่อไปนี้
1. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อ Streptococcus group A
2. ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคไตอักเสบเนื่องจากเคยติดเชื้อ Streptococcus group A
3. ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค
4. ในผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย และมีอาการรุนแรง เช่น มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น

การขยายพันธุ์ :
ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เมล็ดที่ดีต้องได้จากฝักแก่จัด เมล็ดต้องมีสีน้ำตาลแดง ลักษณะสมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลงทำลาย การแก้การพักตัวของเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากเมล็ดฟ้าทะลายโจรมีเปลือกหุ้มหนาและแข็ง เป็นอุปสรรคต่อการงอก และมีสภาพภายในเมล็ดบางประการที่ทำให้เมล็ดมีการพักตัว ควรแก้การพักตัวก่อนเพาะเมล็ดหรือก่อนการปลูก ซึ่งทำได้หลายวิธีคือ

– เมล็ดฟ้าทะลายโจรที่เก็บใหม่ หรือมีอายุการเก็บรักษาในสภาพอุณหภูมิห้องนานน้อยกว่า 2 เดือน เมล็ดพันธุ์ยังมีสภาพการพักตัวต่ำ มีวิธีแก้การพักตัว 3 วิธี
วิธีที่ 1 แช่น้ำที่อุณหภูมิห้องนาน 24 ชั่วโมง
วิธีที่ 2 อบที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส นาน 4 ชั่วโมง
วิธีที่ 3 แช่ในน้ำร้อนนานประมาณ 5-7 นาที แล้วนำขึ้นมาผึ่งไว้ให้เย็นที่อุณหภูมิห้อง

– เมล็ดฟ้าทะลายโจรที่มีอายุการเก็บรักษาในสภาพอุณหภูมิห้องนานประมาณ 1 ปี จะมีสภาพการพักตัวสูง แก้การพักตัวโดย
วิธีที่ 1 เก็บที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส นาน 1 เดือน
วิธีที่ 2 เก็บที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส นาน 1 เดือน แล้วอบที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส นาน 48 ชั่วโมง

การเตรียมดิน :
การเตรียมดินนอกจากจะปรับให้ดินร่วนซุยแล้วยังเป็นการกำจัดวัชพืชด้วย ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นดินร่วนซุยดีอยู่แล้วจะมีวัชพืชไม่มากให้ทำการไถพรวนเพียงครั้งเดียวก็พอ แต่ถ้าพื้นที่ปลูกมีวัชพืชมากและหน้าดินแข็ง ควรทำการไถพรวน 2 ครั้ง คือ ไถดะแล้วตากดินไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงไถแปรอีกครั้ง สำหรับพื้นที่ปลูกที่เป็นที่ลุ่มและปลูกในฤดูฝน ควรทำการขุดยกร่องแปลงเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง โดยขุดยกแปลงสูง 15-20 ซม. แปลงกว้าง 1-2 เมตร ความยาวของแปลงตามความเหมาะสมของขนาดพื้นที่ เว้นทางเดินระหว่างแปลงประมาณ 1 เมตร

การปลูก : ทำได้หลายวิธีคือ
1. การปลูกแบบหว่าน วิธีนี้ทำได้ค่อนข้างยากเนื่องจากเมล็ดฟ้าทะลายโจรมีขนาดเล็กทำให้สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์ ถ้าจะปลูกวิธีนี้ควรนำเมล็ดมาผสมทรายหยาบอัตรา 1:1-2 ส่วน เพราะทรายช่วยให้เมล็ดมีน้ำหนัก ทำให้เมล็ดกระจายทั่วและสม่ำเสมอ ใช้เมล็ด 100-400 เมล็ดต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร การปลูกด้วยวิธีนี้จะมีปัญหาในการกำจัดวัชพืช เพราะจะไม่สามารถนำเครื่องมือหรือเครื่องทุ่นแรงเข้าไปใช้ได้ ต้องใช้มือถอนเท่านั้น ทำให้ต้องใช้แรงงานมาก และผลผลิตมีปริมาณน้อย
2. การปลูกแบบโรยเมล็ดเป็นแถว ขุดร่องตื้น ๆ เป็นแถวยาว แล้วโรยเมล็ดและเกลี่ยดินกลบบาง ๆ และควรมีระยะปลูกระหว่างแถวประมาณ 40 เซนติเมตร โดยทั่วไปใช้เมล็ดประมาณ 50-100 เมล็ดต่อความยาว 1 เมตร การปลูกด้วยวิธีนี้ กำจัดวัชพืชได้ง่ายและสะดวกขึ้น เนื่องจากมีระยะแถวปลูกที่แน่นอน สามารถนำเครื่องมือทางการเกษตร เช่น จอบ เสียม มาใช้พรวนดินและดายหญ้าได้อย่างคล่องตัว
3. การปลูกแบบหยอดหลุม เตรียมหลุมปลูกลึกประมาณ 2-5 เซนติเมตร ให้เป็นแนว โดยมีระยะปลูกระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 40 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดหลุมละ 5-10 เมล็ด เกลี่ยดินกลบบาง ๆ การปลูกวิธีนี้จะประหยัดเมล็ดพันธุ์ แต่มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดวัชพืชขณะที่ต้นยังเล็ก เพราะมีพื้นที่ว่างระหว่างระยะปลูกและตำแหน่งที่งอกของเมล็ดฟ้าทะลายโจรอยู่ห่างกัน วิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกที่ไม่มีปัญหาวัชพืชรบกวน
4. การปลูกโดยใช้กล้า มีหลายขั้นตอน ได้แก่
เพาะกล้า เตรียมแปลงเพาะโดยใช้จอบขุดยกเป็นแปลงกว้าง 1 เมตร สูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร ความยาวและจำนวนแปลงขึ้นอยู่กับจำนวนเมล็ดที่เพาะและความสะดวกในการปฏิบัติงาน พร้อมกับย่อยดินให้ละเอียดและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก) รองพื้นที่ ? – 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดินแล้วเกลี่ยแปลงให้เรียบนำเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงในแปลงเพาะ การปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกแบบหว่านเมล็ด

การเตรียมหลุมปลูก โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 หน้าจอบ (15 เซนติเมตร) ลึกประมาณ 8-12 เซนติเมตร เป็นแถว ให้มีระยะปลูกระหว่างต้น 20-30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 40 เซนติเมตร ถ้าดินไม่ดีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุมประมาณ 125 กรัมต่อหลุม แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน
ย้ายกล้าปลูก เมื่อกล้ามีอายุประมาณ 45-60 วัน หรือเมื่อกล้ามีใบประมาณ 10-14 ใบ ก่อนย้ายกล้าต้องรดน้ำแปลงเพาะให้ชุ่ม แล้วจึงใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกล้าไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบดินและกดดินที่โคนต้นให้แน่น หลังปลูกแล้วต้องรดน้ำทันที วิธีนี้เหมาะกับแปลงปลูกที่มีปัญหาวัชพืชรุนแรง หรือกรณีที่เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงหรือมีจำกัด แต่จะให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการปลูกโดย 3 วิธีแรก

การดูแลรักษา : การคลุมแปลง ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นที่โล่งแจ้ง ลมพัดแรง แดดจัด ฝนตกชุก ควรคลุมแปลงด้วยฟางหรือ ใบหญ้าคาบาง ๆ เพื่อช่วยพรางแสง ลดการชะล้างของน้ำ ความชื้น ทำให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น และเมื่อกล้าอายุได้ประมาณ 1 เดือน ให้เอาฟางหรือใบหญ้าคาในส่วนที่หนา ๆ ออกบ้าง
การปลูกซ่อม หลังจากปลูกแล้วประมาณ 7-15 วัน ถ้าพบว่าต้นกล้าที่ปลูกตายหรือเมล็ดไม่งอก ควรปลูกซ่อมทันทีเพื่อให้พืชเจริญเติบโตทันกัน

การถอนแยก หลังจากปลูกแล้วประมาณ 30-45 วัน ถ้าพบว่าต้นกล้าที่ขึ้นมาแน่นเกินไป ควรทำการถอนแยกไปปลูกในแปลงอื่น ๆ เพื่อให้ต้นกล้าที่ขึ้นสมบูรณ์เต็มที่ ไม่แย่งอาหารกัน

การคลุมแปลง ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ลมพัดแรง แดดจัด ฝนตกชุก ควรคลุมแปลงปลูก หรือแปลงเพาะด้วยฟางข้าวหรือใบหญ้าแห้ง โดยคลุมบาง ๆ เพื่อช่วยควบคุมความชื้นในดินไม่ให้น้ำระเหยเร็ว

การให้น้ำ หลังจากปลูกพืชทุกครั้งต้องให้น้ำพืชทันที ซึ่งจะช่วยให้ต้นกล้าไม่เฉาและตายง่าย ในระยะ 1-2 เดือนแรกหลังจากปลูก ถ้าแดดจัดควรให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น ถ้าแดดไม่จัดควรให้น้ำวันละครั้ง และหลังจากอายุ 2 เดือนไปแล้วอาจจะให้น้ำวันเว้นวันก็ได้หรือตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสภาพอากาศ ถ้าพืชขาดน้ำเป็นระยะเวลาหลายวันจะทำให้พืชเหี่ยวเฉา แคระแกรน ออกดอกเร็ว และทำให้พืชไม่สามารถดึงธาตุอาหารจำเป็นบางชนิดจากดินขึ้นมาใช้ได้ ทำให้เกิดโรคใบสีม่วง

การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยเมื่อดินขาดความอุดม โดยทั่วไปควรแบ่งใส่ปุ๋ยเป็นระยะ ๆ ดังนี้
– ใส่รองก้นหลุมหรือรองพื้นแปลง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก รองกันหลุม ประมาณ 125 กรัมต่อหลุม หรือใส่รองพื้นประมาณ ?-1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
– ใส่หลังปลูกอายุประมาณ 2 เดือน ใส่ประมาณ 125 กรัมต่อต้น หรือ 300-400 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
– ใส่หลังปลูกอายุประมาณ 3-3? เดือน ประมาณ125 กรัมต่อต้น หรือ 300-500 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร

วิธีใส่ปุ๋ย มีหลายวิธีแล้วแต่ความสะดวกและวิธีการปลูกพืชได้แก่
– แบบหว่าน ต้องหว่านปุ๋ยให้กระจายทั่วและสม่ำเสมอ หลังจากหว่านปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำทันที อย่าให้ปุ๋ยค้างอยู่ที่ใบเพราะจะทำให้ใบไหม้และต้นพืชตายได้ ซึ่งเหมาะกับแปลงเพาะกล้าและปลูกแบบหว่าน
– แบบโรยหรือหว่านเป็นแถว ตามแนวขนานระหว่างแถวปลูกห่างจากแถวปลูกประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยขุดเป็นร่อง ใส่ปุ๋ยพรวนดินกลบ หรือโรยปุ๋ยก่อนแล้วพรวนดินกลบ ซึ่งเหมาะกับการปลูกแบบโรยเป็นแถว
– แบบหยอดโคน ใส่ปุ๋ยห่างจากโคนต้นประมาณ 10 เซนติเมตร โดยขุดหลุมฝังกลบดินหรือโรยรอบ ๆ โคนต้น แล้วพรวนดินกลบก็ได้ ซึ่งเหมาะกับการปลูกแบบมีระยะปลูก
– การกำจัดวัชพืช ในแปลงปลูกแบบหว่านและแปลงเพาะเมล็ด กำจัดโดยการถอน ส่วนในแปลงปลูกแบบโรยเป็นแถว แบบหยอดหลุมและแบบปลูกด้วยต้นกล้า ซึ่งมีระยะปลูก การกำจัดวัชพืช จะทำให้ได้สะดวกขึ้น โดยใช้การถอนหรือใช้เครื่องมือช่วย และควรทำการพรวนดินเข้าโคนต้นไปพร้อมกัน
– การพรวนดิน ส่วนใหญ่แล้วจะพรวนดินและดายหญ้าไปพร้อม ๆ กัน หรือพรวนดินเมื่อเห็นหน้าดินแน่น ดูดซึมน้ำได้ช้า การพรวนดินทำให้ดินร่วนซุย ดูดซึมซับน้ำและปุ๋ยได้ดี ซึ่งจะช่วยให้ระบบรากพืชใช้น้ำและปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น
– การป้องกันกำจัดโรคและแมลง ปัจจุบันการปลูกฟ้าทะลายโจรยังไม่พบว่ามีโรคและแมลงชนิดใดทำความเสียหายอย่างรุนแรง เพียงแต่ทำความเสียหายบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ได้แก่
โรคโคนเน่าและรากเน่า ต้นที่เป็นโรคจะมีอาการเหี่ยวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจนแห้งตายในที่สุด จะพบบริเวณรากและโรคนเน่า รากขาดได้ง่าย และบางส่วนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม จากการแยกเชื้อสาเหตุของโรคพบเชื้อรา Fusarium sp. การป้องกันและกำจัด ในเบื้องต้นควรถอนและทำลาย
โรคแอนแทรคโนส จะพบอาการที่ตรงกลางใบหรือปลายใบ อาการที่พบบนใบจะเกิดกระจายทั่วไป เนื้อใบแห้งตายเป็นสีฟางข้าว ขอบแผลสีเข้ม จากการแยกเชื้อสาเหตุของโรคพบเชื้อ Colletotrichum sp. การป้องกันและกำจัดในเบื้องต้นควรถอนและทำลาย

การเก็บเกี่ยว :
การเก็บเกี่ยวส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร ให้มีปริมาณสารสำคัญประเภทแลคโตนรวมสูง ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชเจริญเติบโตเต็มที่ คือช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50% ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน การออกดอกนี้จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วิธีเก็บเกี่ยวใช้กรรไกรตัดหรือเคียวเกี่ยวทั้งต้นให้เหลือตอสูง ประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพื่อเลี้ยงต้นตอให้เจริญเติบโตให้ผลผลิตในรุ่นต่อไป โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกครั้ง

โพสท์ใน สมุนไพร | ใส่ความเห็น

น้ำนมราชสีห์

โพสท์ใน สมุนไพร | ใส่ความเห็น