สะเดา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาว ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรูปใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. โคนใบมนไม่เท่ากัน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน ดอกสีขาวนวล กลีบเลี้ยงมี 5 แฉก โคนติดกัน กลีบดอกโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผล รูปทรงรี ขนาด 0.8 – 1 ซม. ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลืองส้ม เมล็ดเดี่ยว รูปรี  ออกดอก ประมาณเดือน ธันวาคม-มกราคม ผลมีลักษณะและขนาดคล้าย พวงองุ่น สุกประมาณ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ผลสุกมีสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียว ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ผลแก่(สดหรือตากแห้ง/เฉพาะเมล็ดในหรือเมล็ดใน+เนื้อ+เปลือก) เมล็ดในสดแก่จัดมีสารออกฤทธิ์มากที่สุด ใบแก่มีสารออกฤทธิ์แต่น้อยกว่าเมล็ดมาก

ใช้ผลสะเดา 1 กก. บดป่นแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชม. ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 50-100 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช (ถ้าจะเก็บก็จะเก็บได้ไม่เกิน 1 ปี)

  • ได้ผลดี หนอนกระทู้ผัก หนอนหนังเหนียว หนอนใยผัก หนอนคืบ หนอนชอนใบ หนอนม้วนใบ หนอนแก้ว หนอนบุ้ง หนอนหลอดหอม หนอนเจาะต้น/ยอด/ดอก หนอนหัวกะโหลก หนอนกอสีครีม หนอนลายจุดข้าวโพด/ข้าวฟ่าง หนอนม้วนใบข้าว หนอนกอข้าว หนอนกระทู้ควายพระอินทร์ ด้วงเต่าฟักทอง ตั๊กแตน ไส้เดือนฝอย
  • ได้ผลปานกลาง หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะต้นกล้าถั่ว หนอนเจาะดอกกล้วยไม้ หนอนเจาะผลมะเขือ หนอนเจาะยอดคะน้า เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ หากระบาดมากๆ ให้ใช้สารเคมีกำจัดกวาดล้างก่อน หลังจากนั้นจึงควบคุมด้วยสารสะเดา
  • ได้ผลน้อย ด้วงปีกแข็งกัดกินใบ หมัดกระโดด มวนแดง มวนเขียว มวนหวาน

ใช้ใบแก่สด/แห้ง ผสมดินหลุมปลูกป้องกันกำจัดแมลงใต้ดินได้ดี ใช้ใบแก่แห้งบดป่นผสมเมล็ดพันธุ์ในโรงเก็บ ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชทำลายเมล็ดพันธุ์ได้ดี

ใช้ส่วนเมล็ดแก่สด/แห้ง บุบพอแตกหว่านลงในนาก่อนกลบเทือกหรือหลังหว่านหรือหลังปักดำ อัตรา 5-8 กก./ไร่ ศัตรูพืช เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว หนอนกระทู้กล้า หนอนคอรวงข้าว หนอนกอข้าว เพลี้ยไฟ ตั๊กแตนข้าว

ใช้กิ่งแก่สับเล็ก 1-2 นิ้ว บุบพอแตกหว่านลงนาหลังข้าวงอกหรือเริ่มโต อัตรา 3-5 กก./ไร่ ศัตรูพืช ปูนา หอยเชอรี่

ใช้แบบผสม

สะเดา เลี่ยน : ใบสะเดาแก่สด 5 กก. + ใบเลี่ยนแก่สด 5 กก. บดป่นแช่น้ำพอท่วมนาน 24 ชม. ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 1-2 กระป๋องนม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช กลุ่มเดียวกันกับสะเดา แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเพราะมีสารจากใบเลี่ยนมาเสริมฤทธิ์

สะเดา ตะไคร้หอม: ผสมกิ่งหรือใบสะเดาเข้ากับตะไคร้หอมในสัดส่วนที่เท่ากัน จากนั้นนำไปต้มกับน้ำ โดยใส่น้ำให้ท่วมส่วนผสม แล้วเคี่ยวนานครึ่งชั่วโมง – 1 ชั่วโมง ก็จะได้สารละลายสีเขียวคล้ำ นำไปใช้กำจัดแมลงได้ผลดี ใช้ฉีดพ่นบนพืช เช้า -เย็น วิธีนี้จะสามารถไล่แมลง ยับยั้งการเติบโตของแมลง ซึ่งใช้ได้กับหนอนชอนใบส้ม หนอนใยผัก เพลี้ยอ่อน

สะเดา เลี่ยน ดาวเรือง บอระเพ็ด ลูกเหม็น : ใบสะเดาแก่สด 1 กก. + ลูกสะเดาแก่สด ½ กก. + ดอกดาวเรืองสด ½ กก. บดป่นหรือสับเล็ก + น้ำพอท่วม ต้มจนเดือด 2-3 ชม. ปล่อยให้เย็นแล้ว + เถาบอระเพ็ดแก่สด ½ กก. + น้ำ 20 ลิตร แช่นาน 3 วันได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 1 ลิตร + ลูกเหม็น 1-2 ลูก + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช แมลงศัตรูพืชในพืชตระกูลถั่ว เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ

สะเดา ข่า ตะไคร้หอม : ใบสะเดาแก่สด 5 กก. + ข่าแก่สด + ตะไคร้หอมทุกส่วนแก่สด 5 กก. บดละเอียดแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชม. ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 10-20 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช แม่ผีเสื้อ/ตัวหนอนแก้ว หนอนชอนใบ เพลี้ยแป้ง โรคราดำ ราแอนแทรกโนส โรครากเน่าโคนเน่า … พืชที่ได้ผล เช่น ส้มเขียวหวาน ส้มโอ หน่อไม้ฝรั่ง บัวหลวง

สะเดา ยาสูบ หางไหล ตะไคร้หอม : ใบสะเดาแก่สด 5 กก. + ใบยาสูบแก่สด 1 กก. + หางไหล 1 กก. + ตะไคร้หอมแก่สดทุกส่วน ½ กก. บดละเอียด + เหล้าขาว 750 ซีซี. + หัวน้ำส้มสายชู 150 ซีซี. + น้ำ 20 ลิตร หมักนาน 3-5 วันได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 30-50 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช ไล่แมลงทำให้ไข่แมลงฝ่อ กำจัดหนอนและโรคได้หลายชนิด

สาบเสือ แค กระเทียม ตะไคร้หอม ข่า สะเดา : ใบสาบเสือแก่สด 1 กก. + เปลือกต้นแคสด 1 กก. + กระเทียมสด ½ กก. + ตะไคร้หอม 1 กก. + ใบสะเดาแก่สด 5 กก. บดปั่น + เหล้าขาว 1 ขวด(750ซีซี.) + หัวน้ำส้มสายชู 750 ซีซี. + น้ำ 40-60 ลิตร หมักนาน 3-5 วันได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 30-50 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน ศัตรูพืช โรคเกิดจากเชื้อรา(ใบไหม้ ใบจุด ใบเน่า) โรคทางดิน(รากเน่า โคนเน่า เน่าคอดิน) เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง หนอนต่างๆ

สรรพคุณทางยา :

  • ดอก ยอดอ่อน  –  แก้พิษโลหิต กำเดา แก้ริดสีดวงในลำคอ คันดุจมีตัวไต่อยู่ บำรุงธาตุ ขับลม ใช้เป็นอาหารผักได้ดี
  • ขนอ่อน – ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ
  • เปลือกต้น – แก้ไข้ เจริญอาหาร แก้ท้องเดิน บิดมูกเลือด
  • ก้านใบ – แก้ไข้ ทำยารักษาไข้มาลาเรีย
  • กระพี้ – แก้ถุงน้ำดีอักเสบ
  • ยาง – ดับพิษร้อน
  • แก่น – แก้อาเจียน ขับเสมหะ
  • ราก – แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะ ซึ่งเกาะแน่นอยู่ในทรวงอก
  • ใบ,ผล – ใช้เป็นยาฆ่าแมลง บำรุงธาตุ
  • ผล มีสารรสขม – ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และยาระบาย แก้โรคหัวใจเดินผิดปกติ
  • เปลือกราก – เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้ ทำให้อาเจียน แก้โรคผิวหนัง
  • น้ำมันจากเมล็ด – ใช้รักษาโรคผิวหนัง และยาฆ่าแมลง

การปลูกและดูแลรักษา : การเตรียมดินปลูกสะเดาไม่จำ ต้องเตรียมดีเหมือนกับปลูกไม้ผลอาจทำ การไถ พรวนดินก่อน เพื่อป้องกันวัชพืช จากนั้นค่อยขุดหลุมปลูกสะเดา ถ้าวัชพืชไม่มากนัก จะขุดหลุมปลูกเลยก็ได้ ขนาดของหลุมที่เหมาะสมตามคำ แนะนำ ของ บุญฤทธิ์ ภูริยากร มีขนาด กว้าง x ยาว x ลึก =25 x 25 x 25 ซม. ระยะปลูกแล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์เช่นต้องการปลูกเพื่อตัดไม้ทำ ฟืน ควรปลูกระยะ 1×2 หรือ 2×4 เมตรถ้าต้องการใช้ไม้ทำ เสาทำ เสา ควรเป็นระยะ 2 x 4 หรือ 4 x 4 เมตร ในกรณีที่ต้องการปลูกเพื่อเอาเมล็ดไปทำ สารฆ่าแมลง ควรปลูกระยะห่างมากขึ้น เช่น 6 x 6 หรือ 10 x 10 เมตร แต่เพื่อไม่ให้เสียพื้นที่อาจปลูกระยะถี่ก่อนจากนั้นตัดต้นสะเดาไปทำ ประโยชน์เป็นฟืนหรือเสาก่อน และเหลือต้นสะเดาซึ่งมีระยะห่าง 6 x 6 หรือ 10 x 10 เมตร เพื่อสำ หรับการเก็บเมล็ดต่อไป

สะเดาเป็นพืชที่ไม่จำ เป็นต้องดูแลรักษามากอาจใส่ปุ๋ยดูแลวัชพืชและให้นํ้าเป็นบางครั้งในระยะที่ต้นสะเดายังเล็กอยู่ แมลงและโรคที่ทำ ลายสะเดายังเล็กอยู่ แมลงและโรคที่ทำ ลายสะเดามีหลายชนิด แต่ชนิดที่สำ คัญซึ่งต้องควรระวังคือ ไรสนิม ซึ่งเป็นศัตรูที่สำ คัญของสะเดาไทย ทำ ให้ใบหงิกงอ แคระแกรน และร่วงในที่สุดลักษณะการทำ ลายคล้ายๆ กับอาการของเพลี้ยไฟ จะเห็นด้านล่างของ ใบเป็นรอยขีดสีนํ้าตาล ถ้าเป็นมากควรใช้สารปุ๋ยฆ่าไร เช่น เคลเทน หรือโอไมท์ ส่วนสะเดาอินเดียนั้นค่อนข้างจะทนต่อไรสนิมชนิดนี้ไม่ค่อยแสดงอาการเหมือนสะเดาไทย ไรสนิมจะเข้าทำ ลายสะเดาตั้งแต่ระยะต้น กล้าจนถึงระยะที่ให้ดอกติดผล สำ หรับสะเดาอินเดียนั้นมีโรคที่สำ คัญในระยะกล้า คือ โรคใบจุดสีนํ้าตาล ทำ ให้ใบสะเดาร่วงและต้นกล้าจะตายในที่สุด

การขยายพันธุ์ : สะเดาเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้ง่ายทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศเช่นให้ส่วนต่างๆ ของพืช โดยวิธีปักชำ การตอน ติดตา ทาบกิ่งหรือ เสียบยอด วิธีที่นิยมมากคือใช้กล้าปลูก หรือใช้เมล็ดสะเดา ปลูกโดยตรงถ้าใช้เมล็ดที่เก็บไว้นานเกินไป เพราะความงอกของเมลด็ จะลดลงอย่างรวดเรว็ เนอื่ งจากมีนํ้ามันอยู่สูงถึงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดจะสูญเสียความงามเมื่อเก็บไว้นาน 2-5 เดือน จึงควรเพาะเมล็ดไม่เกิน 1 เดือนภายหลังที่เก็บเมล็ด การเก็บเมล็ดไว้ในที่เย็น จะทำ ให้เปอร์เซ็นต์ความงอกลดลง อย่างไรก็ตาม มีผู้รายงานว่า ถ้าเก็บเมล็ดที่มีความชื้นตํ่ากว่า 8 เปอร์เซ็นต์ไว้ในตู้แช่แข็งจะทำ ให้ความงอกของเมล็ดมีอายุยืนนานถึง 2 ปีเนื่องจากการปลูกสะเดาโดยใช้เมล็ด ต้องใช้เวลานานไม่ตํ่ากว่า 5 ปี จึงจะได้ผล การตอนทาบกิ่ง หรือเสียบยอด จะช่วยให้ต้นสะเดาติดดอกและผลเร็วขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ สะเดาทั้ง 3 ชนิด คือสะเดาไทย สะเดาอินเดีย และสะเดาช้าง สามารถทาบกิ่งหรือเสียบยอดกันได้ไม่ว่าจะใช้พืชชนิดใดเป็นต้นตอ การชำ รากจากต้นสะเดาที่มีอายุมากๆ เช่น 10-20 ปี ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำ ให้การออกดอกติดผลเร็วขึ้น

วิธีการเก็บและรักษาผลหรือเมล็ดสะเดา : การเก็บและรักษาผลหรือเมล็ดสะเดาที่ถูกต้อง จะช่วยให้สารออกฤทธิ์ในสะเดามีปริมาณสูง มีผลให้สารสกัดสะเดาที่สามารถใช้ป้องกันและกำ จัดแมลงศัตรูพืชได้ผลดี การเก็บและรักษาผลหรือ เมล็ดสะเดาที่ไม่ดีจะเกิดเชื้อราเข้าทำ ลายสารออกฤทธิ์ โดยเฉพาะสาร azadirachtin (aza)

วิธีการที่ถูกต้องเริ่มตั้งแต่การเก็บ ควรเก็บผลสะเดาที่ร่วงหล่นอยู่ใต้ต้น หรือ เก็บผลสุกสีเหลืองจากกิ่งก็ได้ อย่าปล่อยทิ้งผลสะเดาที่ร่วงบนดินนานเกินไป จากนั้นนำ มาตากแดดประมาณ 2-3 อาทิตย์ จนเปลือกสะเดาแห้งเป็นสีนํ้าตาล จึงนำ มาผึ่งในร่มประมาณ 2-4 อาทิตย์ เพื่อให้เมล็ดใน (Kernel) แห้งสนิท ขั้นตอนต่อไปคือเก็บบรรจุในถุงตาข่ายพลาสติกหรือกระสอบป่าน (kernel) แห้งสนิท ขั้นตอนต่อไปคือเก็บบรรจุในถุงตาข่ายพลาสติกหรือกระสอบป่าน (ยกเว้นกระสอบปุ๋ย) ซึ่งสามารถวางซ้อนกันได้ โดยมีแผ่นไม้วางข้างล่างเพื่อป้องกันความชื้นจากดิน

การเก็บรักษาในลักษณะเป็นผลแห้งนี้จะนำ ไปใช้ได้เฉพาะการผลิตใช้เอง ไม่เหมาะที่จะนำ ไป ผลิตเป็นอุตสาหกรรม เพราะปริมาณ aza จะมีปริมาณตํ่าเกินไป ที่จะให้ผลดีในการป้องกันและกำจัดแมลง ในกรณีที่ต้องการนำ สะเดาไปผลิต เป็นการค้าจะต้องเก็บรักษาในลักษณะทเป็นเมล็ด ซึ่งสรุปเป็นขั้นตอนดังนี้
1)แยกเนื้อออกจากผลสุก โดยการนำ ไปถูกับทรายเปียกหรือใช้เครื่องแยกเมล็ดจากผลสุก จะได้
เมล็ดสะเดาที่มีเปลือกขาว
2) นำ เมล็ดสะเดาไปตากแดดประมาณ 2-3 วัน จึงนำ มาผึ่งในร่มประมาณ 2-4 อาทิตย์ หรือ นำ ไปเข้าเครื่องอบแห้งอุณหภูมิระหว่าง 70-80 องศาเซลเซียส ประมาณ 6 ช.ม. เพื่อให้ได้เมล็ดสะเดา ที่มีความชื้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำ ไปบรรจุในถุงตาข่ายพลาสติกหรือกระสอบป่าน และ เก็บรักษาในห้องเย็นที่มีอุณหภูมิระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียส

ข้อแนะนำ ในการใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดแมลงศัตรูพืชบางชนิด :
1. พืชตระกูลกะหลํ่า (เช่น คะน้า กะหลํ่าปลี ผักกาดขาว เป็นต้น) ศัตรูสำ คัญของพืชตระกูลกะหลํ่า ที่สามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดีได้แก่ หนอนใยผัก (ยกเว้นแหล่งที่แมลงดื้อยา) หนอนกระทู้ผัก หนอนหลอดหอม (หนอนหนังเหนียว) เพลี้ยอ่อน สำหรับชนิดที่ได้ผลดีปานกลาง ได้แก่ หนอนเจาะยอด หนอนเจาะกิ่งคะน้าและชนิดที่ไม่แนะนำ ให้ใช้สะเดา ได้ แก่ หมัดกระโดย (กะเจ้า) อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ผงสะเดาที่หว่านในดิน มีผลในการป้องกันและกำ จัดตัวอ่อนของหมัดกระโดดที่อาศัยอยู่ในดิน
2. พืชตระกูลส้ม (เช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ มะกรูด เป็นต้น) สะเดาสามารถใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชตระกูลส้มส่วนใหญ่ได้ผลดี อาจกล่าวอย่าง กว้าง ๆ ได้ว่า แมลงเกือบทุกชนิดที่เป็นศัตรูส้ม ยกเว้นไรสนิม สามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดีชนิดของแมลงที่ใช้สะเดาได้ผลดีมาก ได้แก่ หนอนแก้ว หนอนชอบใบ หนอนม้วนใบ และเพลี้ยไก่แจ้ส่วนที่ให้ผลดีปานกลาง ได้แก่ เพลี้ยไฟ และไรแดง
3. มะม่วง ศัตรูสำคัญของมะม่วงที่ใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดี ได้แก่ เพลี้ยจั๊กจั่น ส่วนเพลี้ยไฟนั้น ใช้ สะเดาได้ผลปานกลางซึ่งในระยะแรกอาจมีความจำ เป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์พ่นสลับหรือผสม รวมกับสะเดานอกจากนั้น มีเกษตรกรบางรายได้สะเดาป้องกันและกำ จัดปลวกที่ทำ ลายกิ่งและต้นได้ผลดี ศัตรูชนิดอื่น ซึ่งเป็นหนอนผีเสื้อหลายชนิดทำ ลายกัดกินใบ แต่ไม่ค่อยทำ ความเสียหายมากนัก
สามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดี
4. ถั่วฝักยาว ศัตรูสำ คัญของถั่วฝักยาวที่ใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดีปานกลาง ได้แก่ หนอนชอนใบ เพลี้ยอ่อน และหนอนเจาะฝัก การพ่นสะเดาระยะออกดอก จะช่วยทำ ให้ถั่วฝักยาวติดผลมากขึ้น เนื่องจากผึ้งและแมลงผสมเกสรไม่ถูกทำ ลาย
5. มะเขือยาว ศัตรูสำคัญของมะเขือยาว ได้แก่ เพลี้ยจั๊กจั่น และหนอนเจาะผล ซึ่งใช้สะเดาได้ผลไม่ค่อยดีนัก จำ เป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ผสมหรือพ่นสลับ ถ้าปริมาณแมลงที่ไม่มากนักก็สามารถใช้สะเดา ป้องกันและกำ จัดได้ผลดี
6. หอมแดง กระเจี๊ยบเขียว และหน่อไม้ฝรั่ง ศัตรูสำ คัญของพืชทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ หนอนหลอดหอม (หนอนหนังเหนียว) ซึ่งสามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดีมาก ในกรณีที่เกิดการระบาดของเพลี้ย อาจจำ เป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงสังเคราะห์ผสมหรือพ่นสลับ
7. ข้าว แมลงศัตรูสำ คัญของข้าวมีหลายชนิด ชนิดที่สามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ได้ผลค่อนข้าง ดี ได้แก่ หนอนม้วนใบ หนอนกอข้าว เพลี้ยจักจั่นสีเขียว และเพลี้ยกระโดดสีนํ้าตาล
8. กุหลาบ แมลงศัตรูสำ คัญของกุหลาบที่สามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลค่อนข้างดี ซึ่งจำ เป็นต้องใช้เวลาในการพ่นสักระยะหนึ่ง ได้แก่ เพลี้ยไฟ ไรแดง และหนอนเจาะดอก ในบางครั้งจำ เป็นต้องผสมสารฆ่าแมลงสังเคราะห์หรือพ่นสลับ
9. เบญจมาศ เยอมีร่า และดาวเรือง แมลงศัตรูสำ คัญของดอกไม้ทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว สามารถใช้สะเดาได้ผลค่อนข้างดี ซึ่งจำ เป็นต้องใช้เวลาในการพ่นสักระยะหนึ่ง ได้แก่ เพลี้ยไฟ และหนอนเจาะดอก
10. พืชชนิดอื่น ๆ มีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดได้ผลดี ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของแมลงที่เข้า ทำ ลาย และเนื่องจากยังขาดข้อมูลในการใช้กับพืชอีกหลายชนิด จึงยังไม่สามารถแนะนำ ได้ อย่างไรก็ ตาม ถ้าเกษตรกรมีความเข้าใจในการใช้สะเดาป้องกันและกำ จัดแมลงได้ดีพอควรแล้ว ก็สามารถปรับใช้ กับพืชชนิดต่าง ๆ ได้ทุกชนิด

เรื่องนี้ถูกเขียนใน สมุนไพร และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s