ไพล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber cassumunar Roxb.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกเหง้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในมีสีเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นเฉพาะแทงหน่อหรือลำต้นเทียม ขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคน ใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 18-35 เซนติเมตร ดอกช่อแทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้ง รูปกลม

การขยายพันธุ์ : โดยใช้เหง้า ซึ่งจะปลูกได้ดีในดินเหนียวปนทราย ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้รากเน่า  ควรเป็นดินเหนียวปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุสูง มีการระบายน้ำดีหลีกเลี่ยงดินลูกรัง และพื้นที่น้ำขัง ปลูกได้ทั้งที่แจ้งและร่มรำไร

การคัดเลือกพันธุ์ ต้องเป็นหัวพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี มีตาสมบูรณ์ไม่มีโรคแมลงเข้าทำลาย  แบ่งหัวพันธุ์ ให้มีน้ำหนัก 100-200 กรัม มีตา 3-5 ตา ชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีเพื่อป้องกันเชื้อราก่อนปลูก

การปลูก :
– ระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว 50 x 50 เซนติเมตร
– ขุดหลุมขนาด กว้างx ยาวx ลึกx 15x 15 x 15 เซนติเมตร
– นำเหง้าพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก กลบดินให้มิดหนา 2-3 เซนติเมตร
– คลุมด้วยฟาง หรือใบหญ้าตากแห้งหนาประมาณ 2 นิ้ว
– รดน้ำทันที

การดูแลรักษา :
– ปีแรก กำจัดวัชพืช 2 ครั้ง
– ปีที่สอง กำจัดวัชพืช 1 ครั้ง เนื่องจากไพลจะคลุมพื้นที่ระหว่างต้นและแถวจนเต็ม
– ปีที่สาม ไม่ต้องกำจัดวัชพืชและปล่อยให้แห้งตายไปพร้อมกับไพลที่ฟุบ
– รดน้ำบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
– ไม่ต้องใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เพราะเชื่อว่าจะมีผลต่อคุณภาพน้ำมันไพล
– ไม่มีโรคแมลงรบกวน เนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะตัวที่แมลงไม่ชอบ
– ห้ามฉีดสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เพราะจะมีพิษตกค้างในน้ำมันไพล

การเก็บเกี่ยว :
– หัวไพลที่จะนำมาสกัดน้ำมันต้องมีอาย 2- 3 ปี
– เก็บหัวไพลช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะสังเกตเห็นต้นไพลแห้งและฟุบลงกับพื้น ให้ขุดหัวไพลขึ้นมาจากดินต้องระวังไม่ให้เหง้าไพลแตกหัก
– ห้ามเก็บหัวไพลขณะที่เริ่มแตกหน่อใหม่ เพราะจะทำให้ได้น้ำมันไพลที่ปริมาณและคุณภาพต่ำ
– เขย่าดินออก ตัดรากแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง
– บรรจุกระสอบเก็บผลผลิต พร้อมที่จะนำไปสกัดน้ำมันไพล

อัตราส่วนสกัดน้ำมันหอมระเหย
– ผลผลิตสด : น้ำมันหอมระเหย = 1 ตัน : 8-10 ลิตร

วิธีเตรียมและการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
บดไพลแห้งให้ละเอียด แล้วละลายในแอลกอฮอล์ในอัตราส่วนร้อยละ 15 โดยน้ำหนักแล้วนำไปฉีดพ่น สรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา สาเหตุโรคพืช

สรรพคุณทางยา :

เหง้า
–  เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
– แก้บิด ท้องเดิน ขับประจำเดือนสตรี ทาแก้ฟกบวม แก้ผื่นคัน
– เป็นยารักษาหืด
– เป็นยากันเล็บถอด
– ใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอด

น้ำคั้นจากเหง้า –  รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกบวม แพลงช้ำเมื่อย

หัว – ช่วยขับระดู ประจำเดือนสตรี เลือดร้าย แก้มุตกิตระดูขาว แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน

ดอก – ขับโลหิตกระจายเลือดเสีย

ต้น – แก้ธาตุพิการ แก้อุจาระพิการ

ใบ – แก้ไข้ ปวดเมื่อย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้เมื่อย

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

1. แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม
ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่ม

2.รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง
ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ด ขัด ยอก   ใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด

3.แก้บิด ท้องเสีย
ใช้เหง้าไพลสด 4-5 แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน

4. เป็นยารักษาหืด
ใช้เหง้าไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น

5.เป็นยาแก้เล็บถอด
ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง

6.ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น และเป็นยาช่วยสมานแผลด้วย
ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมี่น้ำมันหอมระเหย

สารเคมี :  Alflabene : 3,4 – dimethoxy benzaldehyde, curcumin, beta-sitosterol, Volatile Oils

ข้อความนี้ถูกเขียนใน สมุนไพร คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s